วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ศรีสุพรรณอาราม : จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ประวัติวัดศรีสุพรรณ

ศรีสุพรรณอารามหรือวัดศรีสุพรรณหรือวัดสุภัน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ อยู่บนพื้นที่ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก ในอดีตเป็นวัดหนึ่งในหมวดอุโบสถวัดนันทารามขึ้นแก่วัดหมื่นสาน(เอกสารร่วม สมัยสะกดด้วยตัว น )หมวดอุโบสถวัดนันทารามสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๔๐) มี ๙ หัววัด ดังนี้

(๑) วัดหมื่นสาน ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูไหยา ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อทุ (ทุ คือสาธุ อ่านว่า ตุ๊) ปัญญา นิกายวัวลาย ได้เป็นเจ้าอุปัชฌายหัวหมวด ขึ้นกับทุปัญญา วัดหัวข่วงในเวียงเชียงใหม่ อธิการใหญ่

(๒) วันนันทาราม ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูขัวก้อม ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อทุเทพวงศ์(เชื้อสายเจ้าฟ้าเชียงตุง)นิกายเขิน ขึ้นแก่วัดหมื่นสาน

(๓) วัดพวกเปีย ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูไหยา ในเวียงเชียงใมม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อปัญญา นิกายครง (คือแม่น้ำคงหรือสาละวิน) ขึ้นแก่วัดมื่นสาน

(๔) วัดสุภัน (วัดศรีสุพรรณ) ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูไหยา ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอกเจ้าอธิการชื่อทุสิทธินิกายครง (คือแม่น้ำคงหรือสาละวิน) ขึ้นแก่วัดหมื่นสาน

(๕) วัดหัวฝาย ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูหล่ายแคง (ต่อมาเรียกประตูระแกง) นอกเวียงเชียงใหม่ เจ้าอธิการชื่อทุ (ทุ คือสาธุ อ่าน ตุ๊) ปัญญา นิกายเชียงใหม่ ขึ้นแก่วัดมหาวัน

(๖) วัดยางควง (อ่านว่ายางกวง) ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูขัวก้อม ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อทุปสีวิไช นิกายเขิน ขึ้นแก่วัดหมื่นสาน

(๗) วัดกุดีคำ ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูขัวก้อม ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อทุ สุนันทะ นิกายเขิน ขึ้นแก่วัดหมื่นสาน

(๘) วัดเมืองมาง ตั้งอยู่ในแขวงด้าวประตูหล่ายแคง ในเวียงเชียงใหม่ชั้นนอก เจ้าอธิการชื่อทุ ขัตติยะ นิกายเขิน ขึ้นแก่วัดหมื่นสาน


วัดศรีสุพรรณ ในสมัยต่างๆ
(1) วัดศรีสุพรรณสมัยราชวงศ์มังราย
    มีศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณซึ่งทำด้วยหินทรายแดง จารึกประวัติวัดศรีสุพรรณด้วยอักษรฝักขาม ข้อความในศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณ เป็นหลักฐานยืนยันว่าวัดศรีสุพรรณซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้วหรือพญาแก้วกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038 – 2068) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาที่สืบต่อมาจากสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984 – 2030) และพญายอดเชียงราย (พ.ศ.2030 – 2038) ครั้งนั้นได้กัลปนาที่นาแปลงใหญ่และข้าวัดจำนวน 20 ครัวให้วัดศรีสุพรรณได้เริ่มต้นชุมชนวัดศรีสุพรรณอย่างเป็นทางการตั้งแต่ นั้นมา

วัดศรีสุพรรณ เป็นชุมชนตั้งเดิมที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์ชัดเจนมาตั้งแต่ครั้งสมัยราชวงศ์มังราย โดยมีศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณซึ่งทำด้วยหินทรายแดงจาตรึกประวัติวัดศรีสุพรรณด้วยอักษรฝักขาม ว่าได้สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้วหรือพญาแก้วกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย(พ.ศ.2038-2068) โดยพระเมืองแก้วและพระราชมารดาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหมื่นหลวงจ่าคำรังกาสร้างวัดชื่อศรีสุพรรณอารามเมื่อ พ.ศ.2043 ดังมีข้อความปรากฏในศิลาจารึกวัดศรีสุพรรณซึ่งปริวรรตแล้ว ดังนี

(จารึกด้านที่ 1) จุลศักราชได้ 862 ตัวในปีกดสัน (ตรงกับพ.ศ.2043 ปีวอก โทศก) เดือนมาฆะไทว่าเดือน 3 โหรออก 2 ค่ำ วันพฤหัสบดีไทร้วงไก๊ได้ฤกษ์ 23 ชื่อ ธนิทตะนาที 28 ตัว สมเด็จบพิตรพระมหาราชเจ้า เจ้าเมืองพงค์เชียงใหม่และพระราชมารดามหาเทวีเจ้ามีศรัทธาอุฬารอาไลยในสาสนา ปลงพระราชอาชญาหื้อมหาอามาตย์ผู้ประกาศด้วยชื่อว่าเจ้าหมื่นหลวงจ่าคำรังการเอาพระพุทธรูปเจ้ามาประดิษฐาน สร้างมหาวิหารอันชื่อว่าศรีสุพรรณอาราม เป็นวัดสมเด็จมหาราชเจ้า เจ้าแผ่นดินสองพระองค์เพื่อหื้อเป็นมหากุศลจำเริญพุทธสานาแต่เท่าห้าพันพรรษาแก้วถัดนั้นในปีเต่าสัด เดือนอาศวฆ ไทยว่าเดือน 8 โหรออก 13 ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทย (วัน) ก่าเหม้า สมเด็จมหาราชเจ้าหื้อนิมนต์มหาเถรญาณ ตนอยู่วัดหมื่นสานมาอยู่เป็นอาทิสังฆนายกรักษาพระพุทธเจ้าในอาราม ถัดนั้นในปีก่าไก๊ (ตรงกับปีกุน เบญจศก พ.ศ.2046) เดือนวสาข ไทว่าเดือน 6 โหรออก 4 ค่ำ วันพฤหัสบดี ไท (วัน) กดสง้า ศักราชขึ้นเปห็นปีใหม่ยามตูดเช้า(เวลา 06.00-07.30 น.) ปลก (ยก) มหาวิหารแล้ว ถัดนั้นในปีดับเปล้า(ตรงกับปีฉลู สัปตศก พ.ศ.2048) เดือนวิสาข ไทยว่าเดือน 6 โหรออก 2 ค่ำวันพุธ ไท (วัน) ร้วงไส้ ยามกลองงาย (เวลา 07.30-09.00 น.) ก่อมหาเจดีย์ ถาปนาสาริกธาตุพระพุทธเจ้า

(จารึกด้านที่ 2) ในปีกัดไส้ (ตรงกับปีมะเส็ง เอกศก พ.ศ.2052) ไทว่าเดือน 8 โหรออก 11 ค่ำ วันพุธ ไท (วัน) เต่าสัน ได้ฤกษ์ 16 ตัว ชื่อวิสาขนาที 29 ตัว สมเด็จบพิตรมาราชเจ้า(พระเมืองแก้ว) หื้อนิมนต์ชาวเจ้าสังทั้งหลายหนบุปผารามสวนดอกไม้มีสมเด็จมหาสามีติสสัทธรรมโพธิเจ้า วัดสวนดอกไม้ เป็นประธานผูกอุโบสถคารสีมา แล้วราธนาสมเด็จพระราชครูเจ้าเป็นประธาน บพิตรมหาราชเจ้านำเอาสาริกธาตพระพุทธองค์มาพปนาไว้ในองค์มหาเจดีย์และไว้นาแสนหนึ่งกับหื้อบ้านไกลกำแพง 20 วา จุด้านกับอารามที่นี้เจ้าหมื่นหลวงจ่าคำ และเจ้านางหมื่นชื่อเจ้าจันทรภัท รา มีศรัทธาในสาสนาสร้างอารามนี้เป็นต้นว่ามหาวิหาร และมหาเจดีย์ คณนาปัจจัยได้ 192,703  เงินและแกงแจ่ก 2,000 เงิน เงินแสนนั้นแล ทานคนไว้กับวัด 20 ครัว

ข้อความในศิลาจาราึกวัดศรีสุพรรณ เป็นหลักฐานยืนยันว่าวัดศรีสุพรรณศูนย์กลางของชุมชนแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว หรือญาแก้วกษัตริย์ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038-2068) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาที่สืบต่อมาจากสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984-2030) และพญายอดเชียงราย (พ.ศ.2030-2038) ครั้งนั้นได้กัลปนาที่นาแปลงใหญ่และข้าวัดจำนวน 20 ครัวให้วัดศรีสุพรรณ เริ่มต้นชุมชนวัดศรีสุพรรณอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นมา    

(2) วัดศรีสุพรรณยุคกาวิละฟื้นเมือง
    พ.ศ.2317 พญาจ่าบ้าน (บุญมา) เจ้ากาวิละ ร่วมกับกองทัพกรุงธนบุรีขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ และต่อมา พ.ศ.2325 สมัยรัตนโกสินทร์ ได้แต่งตั้งเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ในยุคนี้ได้มีการให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในเมืองเชียงใหม่โดยส่วนที่เป็นช่างฝีมือทำเครื่องเงินให้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณรอบวัดศรีสุพรรณ เกิดเป็นชุมชนใหม่ซึ่งล้วนแต่เป็นชาวลุ่มน้ำคง ในสมัยต่อมา ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399 – 2413) ปรากฏหลักฐานว่าพระองค์พร้อมเจ้าแม่อุษาชายาได้เป็นเค้าในการสร้างวิหารวัดศรีสุพรรณเมื่อ จ.ศ.1222 (พ.ศ.2403) 

ครั้น พ.ศ.2317 พญาจ่าบ้าน(บุญมา) เจ้ากาวิละและน้องๆ ร่วมกับกองทัพกรุงธนบุรีขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ และต่อมา พ.ศ.2325 สมัยรัตนโกสินทร์ ได้แต่ตั้งเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ในยุคนี้ได้มีการเกลี้ยกล่อมและกวาดต้นกำลังคนแบบ "เทครัว" ในแถบสุ่มแม่น้ำคง เช่น เมืองปุ งัวลาย บ้านสะต๋อย สอยไร่ ท่าช้าง บ้านนา บ้านท่งอ้อ ฯลฯ ให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณรอบ ๆ วัดหมื่นสารและ วัดศรีสุพรรณ เกิดเป็นชุมชนใหม่บนพื้นที่เดิมโดยที่ชุมชนใหม่รายรอบวัดมาจากลุ่มน้ำคง พระสงฆ์ในวัดก็คงเป็นชาวลุ่มน้ำคง ในสมัยต่อมาเมื่อมีการสำรวจรายชื่อวัดจึงจัดวัดศรีสุพรรณหรือ "วัดสุภัณ" อยู่ในนิกายครงหรือนิกายคงเหมือนวัดพวกเปียซึ่งอยู่ใกล้กันชาวบ้านศรีสุพรรณส่วนหนึ่งจึงเรียกที่มาของตนว่าเป็น "ชาวคงน้ำฮ้า" ในสมัยพรเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๖ (พ.ศ.๓๙๙-๒๔๑) ปรากฏ หลักฐานว่าพระองค์พร้อมเจ้าแม่อุษา(หรืออุสาห์)ชา่ยาได้หเป็นเค้าในการสร้างวิหารวัดศรีสุพรรณเมื่อ จ.ศ.1222 (พ.ศ.2403) พร้อมสร้างระฆังขนาดใหญ่ด้วยทองหนังสองล้านเก้าหมื่นห้าพันหกร้อยตำลึงโดยนำระฆังไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ ดัีงนั้นจึงกล่าวได้ว่าวิหารที่เพิ่งถูกรื้อไปก่อนบูรณะครั้่งล่าสุด (2537-2541) สร้างในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399-2413)
 

(3) วัดศรีสุพรรณสมัยเทศาภิบาล
    ช่วง พ.ศ.2400 – 2420 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6(พ.ศ.2399 – 2413) และสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2413 – 2440) ในยุคก่อนสมัยเทศาภิบาล วัดยังเป็นทั้งแหล่งธรรมและแหล่งเรียนรู้ของคนในชุมชนที่ส่งบุตรหลานเข้าบวชเรียนจนมีโอกาสได้เป็นเจ้าอาวาสจนถึงสมัยเทศาภิบาล ในระยะแรกพระสงฆ์มีบทบาทในการสอนหนังสือที่วัดและชักชวนเด็กชายเข้าเรียน หนังสือ โดยใช้ศาลาวัดเป็นสถานที่เรียน ครั้น พ.ศ. 2464 มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464″ มีการเกณฑ์เด็กชาย-หญิงเข้าโรงเรียน จนถึง พ.ศ.2466 ขุนจรรยา (กิมเส็ง เสียมภักดี) ศึกษาธิการเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับพระอินตาธรรมวงศ์เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณในสมัยนั้น ตั้งโรงเรียนชั้นประถมศึกษาขึ้นที่วัดศรีสุพรรณโดยได้ศรัทธาวัดคือหนานคำปัน ซึ่งรับราชการ แผนกสรรพากรเชียงใหม่และแม่อุ้ยคำออน การัตน์ เชื้อสายเจ้านายจากลุ่มน้ำคงได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาลาวัดใช้เป็นสถาน ที่เรียนหนังสือของเด็กชาย-หญิง ทั้งในชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนข้างเคียงได้มาเรียนหนังสือ

จนมีโอกาสได้เป็นเจ้าอาวาส.โดยหลายรายเมื่อทำหน้าที่เจ้าอาวาสระยะหนึ่งก็ได้ลาสิกขาบทกลับอยู่ในชุมชน ได้รับการยกย่องจากชุมชน เช่น
        (1) พ่อหนานหลวงแก้ว สมัยบวชได้เป็นครูบาคัมภีระ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ
        (2) หนานคัมภีระ พุทธศรีสมัยบวชก็ได้เป็นพระมหาคำ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ
        (3) หนานคำตัน ไชยคำเรียง อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ
        (4) หนานอินถา ชุมภิรมย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ สมัยเทศาภิบาลระยะแรกก็ยังให้บทบาทพระสงฆ์ในการสอนหนังสือที่วัดและชักชวนเด็กชายเข้าเรียนหนังสือ โดยใช้ศาลาวัดเป็นสถานที่เรียน ครั้น พ.ศ.2464 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 มีการเกณฑ์เด็กชาย-หญิงเข้าโรงเรียนใน พ.ศ.2466 ขุนจรรยา (กิมเส็ง เสียมภักดี) ศึกษาธิการเมืองเชียงใหม่ร่วมกับวัดศรีสุพรรณสมัยพระอินตา ธรรมวงศ์เป็นเจ้าอาวาสตั้งโรงเรียนชั้นประถมศึกษาขึ้นที่วัดศรีสุพรรณโดยได้ศรัทธาวัดคือหนานซึ่งรับราชฃการแผนกสรรพากรเชียงใหม่ (มีชื่อปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 41 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2467 ว่าเป็นผู้หนึ่งที่บริจาคที่ดินเพื่อสร้างสนามบินเชียงใหไม่บริจาค 7 ไร่ 81 ตารางวา) และแม่อุ้ยคำออน การัตน์เชีื้อสายเจ้ัานายจากลุ่มน้ำคงได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาลาวัดใช้เป็นสถานที่เรียนหนังสือของเด็กชาย-หญิง ทั้งในชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนข้างเคียงเช่นชุมชน วัดหมื่นสาร ชุมชนวัดพวกเปีย ชุมชนวัดนันทาราม ชุมชนวัดพวกแต้ม ได้มาเรียนหนังสือ

(4) วัดศรีสุพรรณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
    ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้วัดศรีสุพรรณเป็นที่ตั้งกองทหารและกักกันเชลยศึก ทำให้โรงเรียนวัดศรีสุพรรณตองปิดการเรียนการสอน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สภาพภายในวัดศรีสุพรรณมีแต่พงหญ้าไม้ไผ่ ต้นฉำฉา ต้นตาลและต้นลาน รวมทั้งมีฝูงอีกาและนกต่างๆมาทำรัง ต่อมาในสมัยพระคำตัน (หนานคำตัน ไชยคำเรือง) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณในสมัยนั้นได้ร่วมกับคณะศรัทธาวัด ก่อสร้างกำแพงวัดต่อจากสมัยพระมหาคำ ขนติพโล รวมทั้งได้สร้างศาลาตรงประตูวัดด้านทิศตะวันออกอีก 2 หลัง เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยจึงได้จัดให้มีงานฉลองกำแพงและศาลาวัด

       ชาวบ้านในชุมชนวัดศรีสุพรรณมีความทรงจำเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในช่วง่ระหว่างปี พ.ศ.2484-2488 โดยระบุว่า ในปี พ.ศ.2484 วัดศรีสุพรรณมีพระ 2 รูป สามเณร 2-3 รูป ปี พ.ศ.2486 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้นมีพระมหา่คำ ขนติพโลเป็นเจ้าอาวาสซึ่งระหว่างสงครามได้อพยบไปอยู่บ้านแม่ข่าน้อย และจะกลับมาเยี่ยมวัดเป็นครั้งคราว

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้วัดเป็นที่ตั้งกองทหาร ภายในวัดมีทหารญี่ปุ่นและเชลยสงครามซึ่งเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่เต็มไปหมดท่ามกลางป่าไม้ไผ่ซางส่วนด้านหน้าวัดนอกกำแพงเป็นที่ตั้งโรงม้าหน่วยส่งกำลังบำรุง

ในช่วงระหว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนวัดศรีสุพรรณต้องปิดการเรียนการสอนเพราะถูกทหารญี่ปุ่นเข้าครอบครองพื้ันที่วัด ครั้งนั้นวัดได้รับภัยจากสงครามโดยวิหารถูกกระสุนปืนจากฝ่ายสัมพันธมิตร ทางการตต้องแจ้งเือนภัยให้ชาวบ้านขุดหลุมหลบภัย โดยเมื่อมีเสียงหวอสัญญาณภัยเตือนขึ้น ทุกคนแต่ละครอบครัวจะต้องลงไปหลบในหลุมหลบภัย มิฉะนั้นอาจได้รับอันตรายจากกระสุนและระเบิดจากฝ่ายตรงข้ม และในช่วงที่เกิดสงครามใหม่ ๆ นักเรียนในชุมชนหลายคนได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนวัดศรีปิงเมือง (เดิมเรียกว่าวัดป่าลาน)

ต่อมาเมื่อโรงเรียนวัดศรีปิงเมือง(เดิมเรียกวัดป่าลาน) ปิดการเรียนการสอนอีก ก็ได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนป่าดด ดดยการเดินทางด้วยเท้าเปล่า โดยเริ่มต้นที่วัดศรีสุพรรณมุ่งไปที่วัดหมื่นสาร วัดนันทาราม วัดธาตุคำ และวัดยางกวง ออกไปทางประตูขัวก้อม ลัดเลาะตามลำเหมืองแม่ข่า จนถึงโรงเรียนป่าแดดในที่สุด จนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงจึงได้ย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนวัดศรีสุพรรณตามเดิม

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สภาพวัดหลังสงครามเลิกแทบจะหาความสะอาดไม่ได้เลย ในวัดมีแต่พงหญ้าและไม้ไผ่ (ไม้ซาง) ทางทิศตะวันตกของวัดจะมีต้นฉำฉาหลายสิต้น ต้นตาล 2-3 ต้น และต้นลาน 2 ต้น มีฝูงอีกาและนกต่าง ๆ มาทำรังอศัยอยู่ที่ต้นตาล ต่อมาพระมหาคำ ขนฺติพโล เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้ให้พ่อคำ คำปัน แห่งบ้านประตูกายยา เอาต้นไม้ฉำฉาไปทำฟื้นเผาอิฐ ภายหลังพระมหาคำ ได้ลาสิกขาบท มีชื่อว่าหนานคัมภีระ พุทธิศรี พระคำตัน (หนานคำตัน ไชยคำเรือง) จึงได้รักษาการเป็นเจ้าวาส จนกระทั่งได้เป็นเจ้าอาวาสในเวลาต่อมา วัดศรีสุพรรณในขณะนั้นมีพระ 2 รูป สามเณร 3 รูป ในสมันั้น ท่านเจ้าอาวาสได้ร่วมกับคณะศรัทธาวัด ก่อสร้างกำแพงวัดต่อจากพระมหาคำ ขนติพโลวมทั้งได้สร้างศาสาตรงประตูวัดด้านทิศตะวันออกอีก 2 หลัง เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยจึงได้จัดให้มีงานฉลองกำแพงและศาลา 

สำหรับอาคารเรียนนั้น เด็กในชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนใกล้เคียงได้ใช้ศาลาวัดศรีสุพรรณเป็นสถานที่เรียนเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2481 จึงได้เรียนอาคารเรียนแบบตึกครึ่งไม้ชั้นเดียว ไม่มีฝาผนัง ไม่มีฝากั้นห้องเรียน หลังคามุงด้วยดินขอ พื้นเป็นซีเมนต์ผสมปูนขาว    
คุณพ่อชุ่ม บุญเรืองอดีตผุ้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
ศิษย์เก่าโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ

ครูสุนทร สายคำ
อดีตครูโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ

 (5) สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
พ.ศ. 2500-2510 พระครูสถิตบุญญานันท์ (พระอธิการบุญชม สุนันโท) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณและครูเอื้อน คลังวิเชียร ครู ใหญ่โรงเรียนวัดศรีสุพรรณได้หาเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน 2 ชั้น แล้วเสร็จใน พ.ศ.2507 ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดของวัดได้มอบให้ขึ้นกับสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ตามคำ สั่งที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยโรงเรียนวัดศรีสุพรรณมีสีประจำโรงเรียน คือ สีเหลือง-แดง โดยสีเหลืองหมายถึงวัด ส่วนสีแดงหมายถึงชาติ

 พ.ศ.2506 มีคำสั่งให้โอนโรงเรียนชั้นประถมในเขตเทพศบาลขึ้นสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ พระครูสถิตบุญญานันท์ (พระอธิการบุญชม สุนันโท) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณและสมัยครูเอื้อน คลังวิเชียรเป็นครูใหญ่ (พ.ศ.2500-2510) ให้หาเงินเพื่อสร้างอาคารเรือน 2 ชั้นแล้วเสร็จใน พ.ศ.2507 ทรัพย์สินทั้งหมดบนพื้นที่วัดได้เป็นของรัฐที่มอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือเทศบาลนครเชียงใหม่ดูแลแทนวัด ซึ่งใน พ.ศ.2519-2521 โรงเรียนแห่งนี้ก็ได้อาคารเรียน 3 ชั้น

อย่างไรก็ตามโดยเหตุที่โรงเรียนตั้งอยู่ในวัด โรงเรียนได้ใช้สีเหลือง-แดงเป็นสีประจำโรงเรียนเพราะถือว่าตั้งอยู่ในวัด อันเป็นพื้นที่สีเหลือง ส่วนสีแดงหมายถึงชาติซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษายุคมีรัฐชาติ ซึ่งจากรายชื่อศิษย์เก่าจำนวนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของหลายคนที่ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาหน้าที่การงานและครอบครัว

น่าสังเกตว่าผลผลิตของวัดและโรงเรียนดังกล่าวส่วนหนึ่งเรียนต่อระดับสูงครั้นสำเร็จการศึกษาแล้วรับราชการหรือทำงานนอกชุมชน แต่อีกส่วนหนึ่งเมื่อลาสิกขาบทจากวัดสีสุพรรณหรือจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณแล้วก็ประกอบอาชีพทำเครื่องเงิน ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องอลูมิเนียมอยู่ในชุมชน สืบทอดสกุลช่างเงินของบ้านศรีสุพรรณสืบมาอีกจำนวนหนึ่ง โดยประกอบอาชีพทำเครื่องเงินในบ้าน และร้านค้าเครื่องเงิน ในชุมชน เช่น บ้านคุณคำปัน - บุญยืน เมฆบังวัน,บ้านดวงฤทธิ์ - ประไพ ไชยวุฒิ, บ้านคุณบุญส่ง - บัวคำ ในงาม และร้านเงินเชียงใหม่

นายเลื่อน เมฆบังวัน
มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ศิษย์เก่าโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ จันทร์ทิพย์
ศิษย์เก่าโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ


(6) วัดศรีสุพรรณยุคทำสลุงหลวง
ในยุคนี้ ชุมชนเครื่องเงินวัวลายและชุมชนเครื่องเงินศรีสุพรรณได้สร้างสรรค์งานชิ้นสำคัญ ดังนี้

- พ.ศ.2534 การทำสลุงหลวง น้ำหนักเงินสุทธิ 536 บาท ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ พระชนมายุครบ 3 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน 2534
-
พ.ศ.2535 การทำสลุงหลวง “แม่” น้ำหนักเงินสุทธิ 2,535 บาท พร้อมฐานรองรับเป็นไม้สักสลักรูปช้าง 4 เศียร ลงรักปิดทอง ในวโรกาสงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ
-
พ.ศ.2539 การทำสลุงหลวง “พ่อ” น้ำหนักเงินสุทธิ 2,999 บาท พร้อมฐานรองรับเป็นไม้สักแกะสลักรูปช้าง 4 เศียร ลงรักปิดทอง ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 50 ปี



แม้ทั้งสามรายการถือเป็นผลงานการสร้างของภาคราชการ แต่ในฐานะคำทำงานช่างเงินที่สร้่างสรรค์งานชิ้นสำคัญขึ้นผู้มีส่วนร่วมทุกคนต่างมีความภาคภูมิใจ ทำให้ภายในชุมชนทัี้งสองฟากถนนวัวลายมีความเคลื่อนไหวเตรียม ทำกิจกรรมเพื่อชุมชนกันอย่างต่อเนื่อง



(7) วัดศรีสุพรรณยุคปัจจุบัน
พ.ศ.2535 พระอธิการสุพล สุทธสิโล ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณสืบแทนพระครูสถิตบุญญานันท์ซึ่ง มรณภาพเมื่อพ.ศ.2533 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณเมื่อ พ.ศ.2537 ท่านได้รับความร่วมมือจากชุมชนชาวบ้านศรัทธาวัดศรีสุพรรณ องค์กรภาคราชการทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลาง ชุมชนวิชาการทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลาง ภาคธุรกิจเอกชนและคณะบุคคลสำคัญ ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์เพื่อวัดศรีสุพรรณ ชุมชนวัดศรีสุพรรณและชุมชนย่านถนนวัวลายหลายประการ ที่สำคัญได้แก่

  • การบูรณะพระวิหาร
พระวิหารวัดศรีสุพรรณ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เจ้า หลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399 – 2413) พระองค์ได้โปรดฯให้สร้างระฆังขนาดใหญ่ด้วยทองหนักสองล้านเก้าหมื่นห้าพันหก ร้อยตำลึง โดยให้นำระฆังไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ อาจกล่าวได้ว่า พระวิหารวัดศรีสุพรรณรุ่นบูรณะสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เป็นพระวิหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ที่เชื่อมโยงศรัทธาเจ้านายฝ่ายเหนือสายสำคัญ
พ.ศ.2537-2541 คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้บูรณะพระวิหารครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะศรัทธาจำนวนมากรับเป็นเจ้าภาพ ดังมีรายชื่อเจ้าภาพปรากฏในส่วนต่างๆ ของพระวิหาร เช่นหม่อมธาดา ขุนศึกเม็งราย ภายในพระวิหารที่บูรณะใหม่ พระครูพิทักษ์สุทธิคุณได้รับความร่วมมือจากศิลปินในเชียงใหม่และต่างประเทศ เขียนภาพและออกแบบการจัดแสง สี และองค์ประกอบต่างๆ อย่างงดงาม ประสานเข้ากับผลงานของช่างครัวเงินผู้เป็นศรัทธาวัดได้อย่างลงตัวยิ่ง

พระวิหารวัดศรีสุพรรณ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399-2413) ปรากฏหลักฐานว่าพระองค์พร้อมเจ้าแม่อุษา(หรืออุหาห์) ชายาได้เป็นเค้าในการสร้างวิหารวัดศรีสุพรรณเมื่อ จ.ศ.1222 (พ.ศ.2403) ครั้งนั้นพระองค์ได้โปรดฯให้สร้างระฆังขนาดใหญ่ด้วยทองหนักสองล้านเก้าหมื่นห้าพันหกร้อยตำลึงโดยให้นำระฆัีงไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ (ระฆังดังกล่าวคงเป็นผลงานของชุมชนบ้านช่างหล่อศรัทธาวัดศรีสุพรรณที่ปัจจุบันคงอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพสืบมา)

พรเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2325-2358) เดิมมีนามว่าเจ้าสุริยวงษ์สมรสกับเจ้าอุษา (หรืออุสาห์) ธิดาของหพระเจ้ามโหตรประเทศเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 5 (พ.ศ.2390-2397) มีธิดา 2 องค์คือเจ้าทิพเกษร กับเจ้าอุบลวรรณา เจ้าทิพเกษรสมรสกับพรเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ 7(พ.ศ.2413-2440) มีพระธิดา 2 องค์คือ เจ้าจันทรโสภาและพระราชชายาเจ้าดารารัศมี (พ.ศ.2416-2476) กล่าวได้ว่าพระวิหารวัดศรีสุพรรณรุ่นบูรณะสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 6 (พ.ศ.2399-2413) เป็นพระวิหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ที่เชื่อมโยงศรัทธาเจ้านายฝ่ายเหนือสายสำคัญ

ช่วง พ.ศ.2537-2541 คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระอธิการสุพล สุทธสีโล (ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณได้บูรณะพระวิหารครั้งใหญ่อีกครั้ง ได้รับการสนับสนุนจากคณะศรัทธาจำนวนมากรับเป็นเจ้าภาพ ดังมีรายชื่อเจ้าภาพปรากฏในส่วนต่าง ๆ ของพระวิหาร เช่น หม่อมธาดาขุนศึกเม็งราย

หม่อมธาดาเดิมคือนางสาวธาดา พัฒนถาบุตร ธิดาของแม่บัวจันทร์และนายดาบแดง พัฒนถาบุตร(2430-2523) คหบดีบ้านวัวลาย เชียงใหม่ ต่อมาได้สมรสกับเจ้าฟ้าขุนศึก เม็งราย โอรสองค์หนึ่งของเจ้าฟ้าก้นแก้วอินแถลงเจ้าฟ้าเชียงตุงทีเ่กิดจากเจ้านางจามฟอง

ภายในพระวิหารที่บูรณะใหม่ พระอธิการสุพล สุทธศิโล(ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ) เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณได้รับความร่วมมือจากศิลปินในเชียงใหม่และต่างประเทศ เขียนภาพและออกแบบการจัดแสง สี และองค์ประกอบ่ต่าง ๆ อย่างงดงาม ประสานเข้ากับผลงานของช่างครัวเงินผู้เป็นศรัทธาวัดได้อย่างลงตัวยิ่ง

ศิลปินในเชียงใหม่นำโดยไชยพร(รุ่ง) ผ่องพักตร รวมกลุ่มช่างเขียนมีฝีมือหลายคน เช่น พรชัย ใจมา ทรงเดช ทิพย์ทอง ตั้งเป็นกลุ่มพุทธศิลปกรรมล้านนาตั้งแต่ พ.ศ.2535 ทำงานสจิตรกรรมฝาผนังในวัดหลายแห่งเช่น ที่วัดบุปพาราม (ถนนท่าแพ) วัดสีมาราม (บ้านม่อน อำเภอสันกำแพง) วัดท่าข้าม(ตำบลแม่เหียะ) พ.ศ.2537 กลุ่มพุทธศิลปกรรมล้านนาได้อาสาเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังพระวิหารวัดศรีสุพรรณ ประกอบด้วย ภาพผะเจ้า ภาพโพธิปักขิยะ ภาพเมืองนิพพาน ภาพพระธาตุ 12 ราสีประจำปีเกิด ภาพพรหมาจักรวาลธรรมา คือมงคลจักรวาล และจักรวาลเชียงใหม่ ภาพ "เต๋อะจักก๋าวาฬธรรมา" และลวดลายหยดน้ำบริเวณแท่นกแก้ว โดยมีชาวต่างประเทศร่วมงานด้วยหลายคนคือ Sachiko ศิลปินชาวญี่ปุ่น Peter นักเขียนชาวออสเตรเลีย (เขียนพระธาตุประจำปีเกิดปีมะโรง) Roland นักศึกษาชาวอังกฤษซึ่งมาขอพำนักที่วัดศรีสุพรรณเขียนภาพพระธาตุประจำปีเกิดปีฉลู ศิลปินหญิงสาวชาวแคนนาดาซึ่งชื่อภาษาไทยว่า "กุหลาบ" ศิลปินชาวอเมริกันซึ่งใช้ชื่อภาษาไทยว่า "มะลิ" และครอบครัว โดยมีนายแพทย์อนันต์ สีตะพันธ์ เป็นเจ้าภาพสนับสนุนงบประมาณ ขณะเดียวกัีนกลุ่มสล่าครัวเงินภายใต้การนำสของสล่าดิเรก สิทธิการศรัทธาวัดศรีสุพรรณได้ร่วมกันทำงานครัวเงินภาพชุดพระเจ้าสิบชาติ ภาพชุดพระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ประดับในพระวิหารด้วย (คำบอกเล่าของนายไชยพร ผ่องพักตร์ เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2545 และบันทึกของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เมื่อ 24 ตุลาคม 2553)นับเป็นผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่าและศรัทธาที่ผู้เข้าวัดศรีสุพรรณได้เข้าชมในพระวิหารวัดศรีสุพรรณ  

  • การสร้าง “พระเจ้า 500 ปี”
พ.ศ.2543 วัดศรีสุพรรณมีอายุครบ 500 ปี คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้า อาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้จัดงานมรดกล้านนาภูมิปัญญาท้องถิ่น 500 ปีของวัดศรีสุพรรณ ช่วงวันที่ 29-31 มีนาคม 2543 ในงานดังกล่าวมีการหล่อพระเจ้า 500 ปีด้วยฝีมือคนในชุมชนบ้านช่างหล่อซึ่งเป็นศรัทธาวัดศรีสุพรรณด้วย





  • การสร้างให้วัดศรีสุพรรณเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของการศึกษาทั้งสามระบบ 
โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ ได้เริ่มต้นการศึกษาในระบบตั้งแต่ พ.ศ.2466 โดยขุนจรรยา (กิมเส็ง เสียมภักดี) ร่วมกับวัดศรีสุพรรณ สมัยพระอินตาธรรมวงศ์เป็น เจ้าอาวาส ต่อมา พ.ศ.2541 กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้ตั้งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนที่วัดศรีสุพรรณ โดยใช้หอไตรเป็นสำนักงานชั่วคราว เป็นการเริ่มต้นการศึกษานอกระบบที่วัดศรีสุพรรณ ซึ่งต่อมาเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเฉลิมพระเกียรติวัดศรีสุพรรณ (ศรช.) สังกัดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่
ต่อมา ทางธรรมได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ประจำตำบลหายยาขึ้นที่วัดศรีสุพรรณ โดยพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้า อาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญที่วัดสวนดอกระยะ หนึ่งด้วย และได้เชื่อมโยงการศึกษาของสงฆ์เข้ากับการศึกษาตามอัธยาศัยที่จัดขึ้นในวัด ศรีสุพรรณ
ดังนั้น วัดศรีสุพรรณจึงมีแหล่งเรียนรู้ของการศึกษาทั้งสามระบบตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 ครบถ้วน

  •  การสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจบนถนนวัวลาย
ใน พ.ศ.2545 ชุมชนบนย่านถนนวัวลาย 3 ชุมชน คือชุมชนวัดศรีสุพรรณ ชุมชนวัดหมื่นสารและชุมชนวัดนันทาราม ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมเพื่อเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในชื่อ กาดหมั้วครัวเงิน ครัวรัก-ครัวหาง (อ่านว่า กาดหมั้ว คัวเงิน คัวฮัก-คัวหาง) เทศบาลนครเชียงใหม่สมัยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์เป็น นายกเทศมนตรี รับเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมถนนคนเดินในทุกวันเสาร์ตั้งแต่นั้นมา เป็นการเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจบนถนนวัวลาย สร้างความคึกคักให้หวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งต่อมาองค์กรภาคราชการหลายโครงการได้เข้าหนุนเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและ เศรษฐกิจของชุมชนย่านถนนวัวลายเป็นระยะตราบถึงปัจจุบัน




  • การบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดศรีสุพรรณ
ใน พ.ศ.2547 คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณเจ้า อาวาสวัดศรีสุพรรณ มีมติให้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถวัดศรีสุพรรณครั้งใหญ่ โดยใช้ฐานคิดนำสมบัติชุมชนคือครัวเงิน สร้างเป็นงานศิลป์เพื่อแผ่นดิน นำประดับทุกส่วนของพระอุโบสถทั้งด้านในด้านนอกทำให้เป็น “อุโบสถเงิน” หลังแรกของโลกและเริ่มดำเนินการตั้งแต่นั้นมา โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะศรัทธาทั้งในเชียงใหม่และที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนบัดนี้ อุโบสถเงินวัดศรีสุพรรณ มีเค้า “งามดั่งว่าถ่ายทอดพิภพท้าวอธิบดีสุราลัย”

อนึ่ง ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 80 ปี ใน พ.ศ.2550 คณะกรรมการวัดศรีสุพรรณภายใต้การนำของพระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้า อาวาสวัดศรีสุพรรณ มีมติให้น้อมเกล้าถวายงานสร้างพระอุโบสถเงินวัดศรีสุพรรณเป็นที่ระลึกอย่าง หนึ่งของงานมหามงคลนี้ ตั้งแต่นั้นมา วัดศรีสุพรรณได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร โปรดฯให้วัดศรีสุพรรณเป็นวัดในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ และได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประดับหน้าบันอุโบสถเงิน ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2552

ที่สำคัญในเทศกาลทอดกฐินประจำปี พ.ศ.2553 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและคณะนำองค์กฐินพระราชทานมารทอด ณ วัดศรีสุพรรณ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง

ในที่สุด ปี พ.ศ.2559 วาระมหามงคลสมัย 3 โอกาสคือ
(1) เชียงใหม่มีอายุครบ 60 รอบนักษัตร (พ.ศ.1839-2559)
(2) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี (พ.ศ.2489-2559)
(3) สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ มีพระชนมายุครบ 7 รอบ (พ.ศ.2475-2559)
พระอุโบสถเงิน วัดศรีสุพรรณ ก็เสร็จระดับหนึ่ง ได้จัดงานปอยหลวงในปลายเดือนมีนาคม 2559

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น